คงต้องย้อนหลังความคิดไปประมาณสัก
20 ปีที่แล้วHOLIDAY PALACE ตอนนั้นอายุก็ราวสัก11ปีเห็นจะได้ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของชีวิตเพราะต้องพลัดพรากจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งเป็นสถานที่แห่งใหม่ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน
ช่วงเวลานี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาของการถูกเนรเทศออกจากบ้านเพื่อไปเผชิญโลกภายนอกด้วยการถูกส่งเข้าไปอยู่ในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี
ทุกวันนี้ยังจำความรู้สึกแห่งช่วงเวลานั้นได้ดีทีเดียว...วันแรก....ของการที่ต้องเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อไปเผชิญโลกภายนอกนั้นมีความรู้สึกที่อาลัย
อาวรณ์ ต่อบ้านเกิดเป็นอย่างยิ่ง....น้ำตามันค่อยๆไหลออกมาแบบไม่อาจจะยับยั้งได้......ไม่รู้ว่าตัวเองต้องไปเผชิญกับอะไรบ้าง......
มันเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนจริงๆ แม้ว่าตัวเองจะไม่อยากไปแต่ก็ไม่สามารถที่จะฝ่าฝืนชะตาได้ในที่สุดก็ต้องจำยอมไปอยู่โรงเรียนประจำที่ห่างไกลจากบ้านเกิด....แม้ว่ามันจะแค่ต่างอำเภอกันเท่านั้นแต่สำหรับเรา
เด็กตัวน้อยๆกลับรู้สึกว่ามันช่างห่างไกล..ไกล..ไกลเสียเหลือเกิน....
.....แน่นอนขึ้นชื่อว่าโรงเรียนประจำโอกาสกลับบ้านก็คงมีน้อย
ไอ้เรามันก็เด็กบ้านนอกอยู่โรงเรียนวัดมาตั้งแต่อนุบาลก็รู้ๆอยู่โรงเรียนวัดสมัยนั้นกฎเกณฑ์ไม่มากแถมระเบียบก็ไม่มี
นี้ถ้าไปอยู่โรงเรียนประจำมันก็คงต้องปรับตัวค่อนข้างมากแล้วจะทำได้ไหมเนี่ย.....
หลังจากเตรียมตัวเตรียมใจมาเป็นเดือนในที่สุดก็มาถึงวันที่ไม่อยากให้ถึง
นั่นก็คือวันที่ต้องเดินทางออกจากบ้านพร้อมสัมภาระอันหนักอึ้งนั่นก็คือกระเป๋าเดินทางรุ่นเก่าใบใหญ่ที่ผ่านการใช้งานมาค่อนข้างมากตั้งแต่พี่คนโตและตกมายังเราซึ่งเป็นลูกคนที่7
สภาพของมันบ่งบอกถึงการผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก
วันแรกของการเดินทางกระเป๋าถูกอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆนานาพร้อมทั้งอุปกรณ์ยังชีพเบื้องต้นทั้งม่าม่า
ปลากระป๋อง หมูหยอง หมูแผ่น ไข่เค็ม
ล้วนถูกยัดเข้าไปในกระเป๋าจนซิปแทบจะปริออกจากกันเมื่อกระเป๋าหลักเต็มก็ต้องมีกระเป๋ารองที่เป็นถุงเล็กถุงน้อยอีกหลายใบ
แม่บอกว่าต้องเตรียมทุกอย่างไปให้พร้อมจะได้ไม่ขาดเหลือ
ก่อนที่จะจัดของลงกระเป๋าประมาณ1อาทิตย์ไอ้เราก็จดรายการของใช้ที่จะต้องเตรียมไปยาวเป็นหางว่าวนึกกันวันต่อวัน
เรียกว่านึกอะไรออกก็จดลงให้หมดเอาชนิดที่ว่าเกินดีกว่าขาดอีกทั้งเราเองก็ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นเช่นใด.. HOLIDAY PALACE.
สมัยนั้นการเดินทางค่อนข้างลำบากเนื่องจากยังไม่มีรถส่วนตัวคิดดูเถอะว่าการหอบสัมภาระมากมายขึ้นรถเมล์มันจะลำบากขนาดไหน
การเดินทางก็ต้องออกเดินทางเช้าหน่อยเพราะการเดินทางก็ไกลพอสมควรอีกทั้งรถเมล์ก็วิ่งได้ช้ามากๆ
วินาทีที่ต้องก้าวเท้าออกจากบ้านมันเป็นวินาทีที่บอกไม่ถูกและเมื่อก้าวออกมาแล้วก็ไม่อยากที่จะหันกลับไปอีก
การก้าวออกมามันเป็นการก้าวออกมาพร้อมทั้งน้ำตาทั้งๆที่พยายามบังคับจะไม่ให้มันไหลเพราะกลัวว่าตาจะแดงแล้วคนอื่นเค้าจะเห็นว่าเราเป็นเด็กขี้แย
ได้เวลารถเมล์ก็มาเราก็ต้องรีบเบียดเสียดแย่งกันขึ้นหากขึ้นช้าเดี๋ยวไม่มีที่นั่งการขึ้นรถก็ลำบากนิดหนึ่งเพราะสองมือเต็มไปด้วยของที่ต้องช่วยพ่อถือ
ส่วนตัวพ่อเองก็ต้องแบกกระเป๋าใบใหญ่ใส่บ่าซึ่งก็คงหนักไม่น้อยอีกทั้งมือก็ต้องถือของอีกหลายถุง
พอขึ้นรถได้แล้วสองตาน้อยๆก็รีบสอดส่องมองหาที่นั่งแต่แปล๋ว...ที่นั่งเต็ม
ฮือ...แล้วอย่างงี้เราจะทำยังไงดีของก็เยอะคงไม่ไหวแน่แต่ยังไงเสียคนดีก็ยังมีในโลก
มีคุณน้าใจดีรีบลุกขึ้นและกวักมือเรียกให้ไปนั่งเราก็รีบตรงดิ่งไปทันทีคนที่ยืนก็มีน้ำใจรีบหลบให้คงเพราะเห็นว่าเราถือของเยอะ
หลังจากขอบคุณคุณน้าใจดีแล้วก็รีบหย่อนก้นลงนั่งทันทีในใจก็คิดขอบคุณน้าคนนั้นจริงๆอีกสักพักคนที่นั่งข้างๆก็ลงระหว่างทางไอ้เราก็รีบเรียกพ่อให้มานั่งทันที
ตลอดเวลาที่นั่งรถเมล์ในใจก็คิดไปหลายเรื่องไม่รู่ว่าไปอยู่โรงเรียนประจำแล้วจะมีเพื่อนไหม
แล้วเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน แล้วจะมีอะไรให้กินบ้าง
แล้วต้องทำตัวยังไง แล้วจะนอนกับใคร
โอ้โห..มีแต่เรื่องให้คิดไปตลอดทางแต่ที่สำคัญคือคิดถึงแม่จังคิดแล้วน้ำตามันก็ค่อยๆซึมออกมา...ฮือเศร้าจริงๆHOLIDAY PALACE
หลังจากที่นั่งรถมานานในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทาง...พอลงจากรถพ่อก็เรียกสามล้อปั่นมารับพอเห็นรถสามล้อไอ้เราก็ตื่นเต้นดีใจที่จะได้ขึ้นจนลืมเรื่องต่างๆไปชั่วขณะ แต่ในใจก็คิดว่าลุงที่ปั่นแกจะปั่นไหวไหมเนี่ยลำพังน้ำหนักของคนสองคนก็เยอะแล้วแต่นี่ยังมีน้ำหนักจากสัมภาระอีกหลายอย่าง....พ่อเอ่ยปากถามลุงถีบสามล้อว่าไหวไหมลุง..ลุงแกก็รีบตอบ..สบายขึ้นมาเลย นี่ถือเป็นการขึ้นสามล้อครั้งแรกในชีวิตมันทั้งตื่นเต้น ดีใจ แต่ก็อดสงสารลุงที่ถีบสามล้อไม่ได้เพราะแกถีบจนน่องโป่งเห็นได้ชัด...ที่ใบหน้าแกก็เต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมา แต่แกก็สามารถทำได้อาจเป็นเพราะลุงแกค่อนข้างแข็งแรงสังเกตุได้จากกล้ามเนื้อที่ขาของแกเป็นมัดๆดูแล้วก็อดทึ่งไม่ได้.. พอถีบรถมาถึงเนินแกก็รีบกระโดดลงด้วยความชำนาญแล้วรีบใช้มืออันกำยำดันรถขึ้นเนินแม้ว่าจะค่อนข้างลำบากพอสมควรแต่แกก็สามารถทำได้ไอ้เราก็ดีใจกับแกด้วยที่สามารถทำได้ไม่อย่างนั้นเรากับพ่อคงต้องลงไปช่วยแกเข็น HOLIDAY PALACE ใช้เวลาในการนั่งสามล้อไม่นานเราก็มาถึงโรงเรียนประจำซึ่งเป็นโรงเรียนคริสต์นิกายคาทอลิก..ด้านหน้าโรงเรียนจะเห็นประตูขนาดใหญ่มีลวดลายสวยงามและมองขึ้นไปเหนือประตูจะเห็นรูปปั้นของหญิงสาวหน้าตาสวยท่าทางใจดีตั้งเด่นสง่า....ตอนหลังก็ทราบว่าเป็นรูปปั้นของพระแม่มารี...พอก้าวพ้นประตูเข้ามาก็เห็นตึกสูงหลายตึกตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ขาวสะอาดแถมร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ที่ใต้ต้นไม้ก็มีคนงานสองคนกำลังกวาดใบไม้....โอ้ช่างสะอาดและร่มรื่นจริงๆทุกย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อยไปหมด ....มันผิดกับโรงเรียนวัดที่เคยเรียนมาอย่างสิ้นเชิง แล้วพ่อก็พาเราเดินเข้าไปสวัสดีและแนะนำตัวกับผู้หญิงฝรั่งวัยกลางคนที่มีรูปร่างอ้วนผิวขาว ใส่แว่นหน้าตา ดูหน้าตายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา ท่าทางใจดี ใส่ชุดกระโปรงสีขาวสะอาดที่ศีรษะมีผ้าคลุม พ่อรีบบอกให้เราไหว้เราก็รีบไหว้ได้ยินพ่อเรียกหญิงคนนี้ว่า “ซิสเตอร์” โอ๊ะแปลกอีกแล้วไม่เคยเห็นแล้วนี่ก็เป็นครั้งที่ได้รู้จักกับซิสเตอร์ เริ่มรู้สึกว่าที่นี่คงมีอะไรแปลกๆที่เราไม่เคยเห็นอีกเยอะหลังจากทักทายกับซิสเตอร์อธิการแล้วพ่อก็ฝากเนื้อฝากตัวให้ซิสเตอร์ช่วยดูแลลูกสาว .......
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น